Skip to main content
HonestMOS
InvestigationsCongress made VA disability claims free to file. An entire industry charges veterans anyway — and nobody can stop them.
กองทัพไทย — คู่มือทหารกองหนุน

ทหารกองหนุน — คู่มือหลังปลดประจำการ

การปลดประจำการไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภาระหน้าที่ทางทหาร ทหารกองหนุนชั้น 1 และชั้น 2 มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารที่ต้องปฏิบัติจนถึงอายุที่กำหนด คู่มือนี้อธิบายสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้จากกฎหมายและระเบียบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

i

เนื้อหาอ้างอิงจาก พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497, กฎกระทรวงกลาโหม และแนวปฏิบัติของกรมกำลังพลทหารบก ซึ่งเป็นกฎหมายและระเบียบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ รายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงได้ (เช่น วันฝึก เบี้ยเลี้ยง) ควรยืนยันจากสัสดีอำเภอในพื้นที่ประจำปี

สรุปสาระสำคัญ
ประเภทกองหนุนชั้น 1 (อายุ 21–30 ปี) / ชั้น 2 (อายุ 30–46 ปี)
การฝึกสูงสุดต่อครั้งไม่เกิน 60 วัน (กองหนุนชั้น 1)
การรายงานตัวประจำปีบังคับ — ที่สัสดีอำเภอในพื้นที่
การระดมพลยามสงครามไม่จำกัดระยะเวลา — ตามคำสั่ง
การคุ้มครองการจ้างงานพ.ร.บ. รับราชการทหาร ห้ามเลิกจ้าง
ผ่อนผันต้องยื่นก่อนก่อนวันที่ถูกเรียก — ไม่รับยื่นย้อนหลัง
การอ้างอิงหลักพ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497
ส่วนที่ 01

ภาพรวมภาระหน้าที่ทหารกองหนุน

ปลดประจำการแล้ว แต่ภาระหน้าที่ยังคงอยู่

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 7, 8, 9 (krisdika.go.th กฎหมายสาธารณะ)

นิยามทหารกองหนุน

ทหารกองหนุนคือบุคคลที่ผ่านการรับราชการทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์หรือทหารอาชีพ) แล้วพ้นจากกองประจำการ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 บุคคลเหล่านี้ยังคงมีภาระหน้าที่ต่อกองทัพในฐานะกำลังพลสำรองของชาติ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปกป้องพระราชอาณาจักร

ทหารกองหนุนชั้น 1

บุคคลที่ผ่านการรับราชการในกองประจำการครบตามกำหนด หรือสำเร็จการศึกษาวิชาทหารตามกำหนด อยู่ในทะเบียนกองหนุนชั้น 1 ตั้งแต่อายุ 21 ปีจนถึงอายุ 30 ปี กองหนุนชั้น 1 มีภาระหน้าที่ฝึกและรายงานตัวสูงกว่ากองหนุนชั้น 2

ทหารกองหนุนชั้น 2

บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีจนถึง 46 ปี โอนจากกองหนุนชั้น 1 มาอยู่ในกองหนุนชั้น 2 ภาระหน้าที่ในการฝึกและการระดมพลเป็นคราวสุดท้ายก่อนพ้นภาระหน้าที่ทางทหาร อายุสูงสุดและนิยามที่แน่ชัดอยู่ในพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน

บทบาทในการปกป้องพระราชอาณาจักร

กองทัพไทยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การนำของสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะ ภาระหน้าที่ของทหารกองหนุนถือเป็นการรับใช้พระมหากษัตริย์และพระราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ในระบบกฎหมายและวัฒนธรรมไทย

การขึ้นทะเบียนหลังปลดประจำการ

หลังปลดประจำการ ทหารมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองหนุนที่สัสดีอำเภอหรือสำนักงานเขตในพื้นที่ภูมิลำเนา การขึ้นทะเบียนเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ไม่ใช่ทางเลือก

การปลดประจำการไม่ได้สิ้นสุดภาระหน้าที่ทางทหาร แต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น ทหารกองหนุนทุกนายมีหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งต้องปฏิบัติตามจนกว่าจะพ้นภาระหน้าที่ตามอายุที่กำหนด

ส่วนที่ 02

หน้าที่ประจำปีของทหารกองหนุน

การรายงานตัว การฝึก และการตรวจสอบ

แหล่งอ้างอิง: กรมกำลังพลทหารบก — แนวปฏิบัติสำหรับทหารกองหนุน (สาธารณะ); พระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 35–40

การรายงานตัวประจำปี

ทหารกองหนุนมีหน้าที่รายงานตัวต่อนายทะเบียนสัสดีในเขตภูมิลำเนาตามกำหนดเวลาในแต่ละปี โดยปกติในช่วงต้นปี วัตถุประสงค์คือเพื่อปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนกองหนุน ยืนยันที่อยู่อาศัย และรับการแจ้งกำหนดการฝึกประจำปี

การฝึกวิชาทหาร

ทหารกองหนุนชั้น 1 อาจถูกเรียกฝึกวิชาทหารได้ไม่เกิน 60 วันในแต่ละครั้ง ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร การฝึกได้แก่ การฝึกยิงปืน การปฏิบัติงานในหน่วย และการทบทวนทักษะทางทหาร ระยะเวลาและความถี่ในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับแผนประจำปีของกองทัพ

การระดมพลและการฝึกซ้อม

นอกเหนือจากการฝึกปกติ ทหารกองหนุนอาจถูกเรียกเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบของกองทัพหรือการฝึกระดมพลป้องกันพระราชอาณาจักร การฝึกซ้อมเหล่านี้มีความสำคัญต่อความพร้อมรบของกำลังพลสำรองของชาติ

การตรวจสุขภาพ

ทหารกองหนุนอาจถูกเรียกตรวจสุขภาพตามที่กองทัพกำหนด เพื่อประเมินความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ผลการตรวจสุขภาพอาจส่งผลต่อการจัดประเภทในทะเบียนกองหนุน

การแจ้งย้ายที่อยู่

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา ทหารกองหนุนมีหน้าที่แจ้งต่อสัสดีอำเภอเดิมและขึ้นทะเบียนใหม่ที่สัสดีอำเภอในพื้นที่ที่ย้ายไป การไม่ดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้หนังสือเรียกตัวไม่ถึงผู้รับ ซึ่งไม่ถือเป็นข้ออ้างในการละเว้นหน้าที่

วันฝึกและความถี่ในทางปฏิบัติอาจแตกต่างจากข้อกำหนดทางกฎหมายสูงสุด กองทัพมีดุลยพินิจในการกำหนดจำนวนทหารกองหนุนที่จะเรียกในแต่ละปีตามความจำเป็น ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสัสดีอำเภอในพื้นที่

ส่วนที่ 03

การระดมพล

อำนาจตามกฎหมายและสถานการณ์ที่นำไปใช้

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 41–50; พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการระดมพล (กฎหมายสาธารณะ)

อำนาจการระดมพลในยามสงคราม

ในกรณีที่มีสงครามหรือภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพไทยมีอำนาจตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารและพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องในการเรียกระดมพลทหารกองหนุนให้กลับเข้าประจำการ อำนาจนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและบังคับใช้ได้ทางกฎหมาย

ขั้นตอนการระดมพล

เมื่อมีคำสั่งระดมพล ทหารกองหนุนจะได้รับหมายเรียกผ่านทะเบียนกองหนุน ต้องรายงานตัวภายในระยะเวลาที่กำหนดในหมายเรียก ผู้ที่ไม่มารายงานตัวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจะต้องรับโทษตามกฎหมาย

ระยะเวลาของการระดมพล

ไม่มีกำหนดระยะเวลาสูงสุดสำหรับการระดมพลในยามสงครามหรือภาวะฉุกเฉิน การปลดระดมพลเกิดขึ้นตามการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง นี่คือความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการระดมพลในยามสงครามกับการฝึกประจำปีในยามสงบ

การระดมพลเพื่อช่วยเหลือสาธารณภัย

นอกจากภารกิจทางทหาร กองทัพไทยมีบทบาทในการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย (น้ำท่วม แผ่นดินไหว) ทหารกองหนุนอาจถูกระดมพลในกรณีเหล่านี้ตามความจำเป็น

บทบาทในการถวายความจงรักภักดี

กองทัพไทยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การนำและพระบรมราโชวาทของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะยิ่ง การปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุนจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจในการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ถึงแม้ว่าการระดมพลในยามสงครามจะไม่ใช่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แต่กรอบกฎหมายที่รองรับนั้นมีอยู่จริงและบังคับใช้ได้ ทหารกองหนุนทุกนายควรเข้าใจว่าภาระหน้าที่นี้ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อปลดประจำการ

ส่วนที่ 04

สิทธิและภาระของนายจ้าง

กฎหมายคุ้มครองทหารกองหนุนในที่ทำงาน

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 51–55; กฎหมายแรงงานไทย (กฎหมายสาธารณะ)

นายจ้างห้ามเลิกจ้างเพราะการฝึก

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร นายจ้างไม่มีสิทธิ์เลิกจ้างลูกจ้างเพียงเพราะลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุนตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ค่าจ้างระหว่างการฝึก

กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่ลูกจ้างไปฝึกทหารกองหนุน ทหารกองหนุนที่ถูกเรียกฝึกจะได้รับเบี้ยเลี้ยงจากทางราชการ แต่จำนวนมักต่ำกว่าเงินเดือนปกติในภาคเอกชน ควรตรวจสอบข้อกำหนดในสัญญาจ้างงานหรือข้อตกลงร่วมในที่ทำงาน

การแจ้งนายจ้างล่วงหน้า

เมื่อได้รับหมายเรียกหรือหนังสือเรียกฝึก ลูกจ้างควรแจ้งนายจ้างทันทีและยื่นสำเนาหมายเรียก การแจ้งล่วงหน้าช่วยให้นายจ้างสามารถวางแผนการทำงานทดแทนและลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การกลับเข้าทำงานหลังฝึก

หลังสิ้นสุดการฝึกหรือการระดมพล ลูกจ้างมีสิทธิ์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า นายจ้างไม่สามารถใช้โอกาสนี้ในการลดตำแหน่งหรือเงินเดือนโดยอ้างเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้อง

สำหรับลูกจ้างรัฐและรัฐวิสาหกิจ

ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจมักได้รับสิทธิพิเศษในการลาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุน โดยปกติจะได้รับเงินเดือนต่อเนื่องในระหว่างการฝึกตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

หากถูกนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุน สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ พร้อมหลักฐานเอกสาร (หมายเรียก ใบรับรองการฝึก)

ส่วนที่ 05

การขอผ่อนผันและยกเว้น

กรณีที่สามารถขอผ่อนผันได้ตามกฎหมาย

แหล่งอ้างอิง: พระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 29–33; กฎกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการผ่อนผัน (กฎหมายสาธารณะ)

เหตุผลที่ขอผ่อนผันได้

เหตุผลที่มักได้รับการพิจารณา ได้แก่: ①ป่วยหรือทุพพลภาพ (พร้อมใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง) ②อยู่ระหว่างศึกษาในสถาบันการศึกษา ③ปัญหาครอบครัวฉุกเฉิน (บิดามารดาหรือคู่สมรสป่วยหนักโดยไม่มีผู้ดูแล) ④ปฏิบัติงานราชการที่เร่งด่วนและไม่อาจเลื่อนได้

ขั้นตอนการขอผ่อนผัน

ต้องยื่นคำขอผ่อนผันก่อนวันที่ถูกเรียกตัว ณ สัสดีอำเภอในพื้นที่ภูมิลำเนา พร้อมเอกสารประกอบครบถ้วน การยื่นคำขอหลังจากที่ไม่ได้ไปรายงานตัวแล้วโดยทั่วไปไม่ได้รับการพิจารณา

กรณีอยู่ต่างประเทศ

ผู้ที่ทำงานหรือศึกษาอยู่ต่างประเทศในช่วงเวลาที่ถูกเรียกฝึก ควรติดต่อสัสดีอำเภอในพื้นที่ภูมิลำเนา (หรือผ่านผู้แทนในประเทศ) เพื่อดำเนินการขอผ่อนผัน พร้อมเอกสารยืนยันสถานะในต่างประเทศ การไม่ดำเนินการไม่ถือเป็นข้ออ้าง

การฝึกชดเชย

การผ่อนผันไม่ใช่การยกเว้น เมื่อเหตุผลในการผ่อนผันสิ้นสุดลง ทหารกองหนุนมีหน้าที่ติดต่อสัสดีอำเภอเพื่อนัดหมายฝึกชดเชย การสะสมการผ่อนผันโดยไม่ฝึกชดเชยอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การยกเว้นถาวร

การยกเว้นถาวรจากภาระหน้าที่ทหารกองหนุนเกิดขึ้นในกรณีพิเศษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น สุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวย (ผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพของทหาร) หรืออายุที่เกินกำหนดตามประเภทกองหนุน เหตุผลทางเศรษฐกิจหรืออาชีพทั่วไปไม่ถือเป็นเหตุผลในการยกเว้น

หากวางแผนทำงานหรือศึกษาต่างประเทศในระยะยาว ควรติดต่อสัสดีอำเภอล่วงหน้าเพื่อสอบถามแนวทางปฏิบัติ การวางแผนล่วงหน้าสะดวกกว่าการรับมือหลังพลาดนัดหมาย

ส่วนที่ 06

สิ่งที่ควรรู้ในทางปฏิบัติ

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับทหารกองหนุน

แหล่งอ้างอิง: Honest MOS — สรุปจากข้อมูลสาธารณะของกรมกำลังพลทหารบกและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เก็บเอกสารทางทหารไว้ให้ครบ

เอกสารสำคัญที่ควรเก็บไว้ ได้แก่ หนังสือรับรองการพ้นราชการ ใบสำคัญทหารกองหนุน และหมายเรียกทุกฉบับพร้อมใบรับรองการฝึก เอกสารเหล่านี้อาจจำเป็นสำหรับการสมัครงาน การขอสินเชื่อ หรือการดำเนินการทางราชการต่างๆ ในอนาคต

ทะเบียนบ้านและสัสดีต้องสอดคล้องกัน

ทะเบียนทหารกองหนุนเชื่อมโยงกับทะเบียนบ้าน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทะเบียนบ้านควรแจ้งสัสดีอำเภอพร้อมกัน การไม่ตรงกันระหว่างข้อมูลสองแหล่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการรับหมายเรียกและการดำเนินการผ่อนผัน

ความสำคัญของการรายงานตัวประจำปี

การรายงานตัวประจำปีไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นโอกาสในการรับข้อมูลกำหนดการฝึก ตรวจสอบข้อมูลในทะเบียน และแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่หรือสถานภาพ ทหารกองหนุนที่รายงานตัวสม่ำเสมอมักมีปัญหาด้านการบริหารน้อยกว่า

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ผู้ประกอบการหรืออาชีพอิสระต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจของการฝึกทหารกองหนุนทั้งหมดด้วยตนเอง เนื่องจากไม่มีนายจ้างที่ต้องรับผิดชอบ เบี้ยเลี้ยงจากทางราชการมักไม่เพียงพอสำหรับชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป การวางแผนทางการเงินล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ

ทักษะที่ได้จากการฝึก

การฝึกทหารกองหนุนช่วยรักษาทักษะที่ได้จากการรับราชการทหาร ได้แก่ ความเป็นระเบียบวินัย การทำงานเป็นทีม และทักษะการอยู่รอดเบื้องต้น ทักษะเหล่านี้มีคุณค่าทั้งในชีวิตประจำวันและสภาวะฉุกเฉิน

ทหารกองหนุนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอและวางแผนล่วงหน้าจะพบว่าภาระหน้าที่เหล่านี้กระทบชีวิตพลเรือนน้อยที่สุด การบริหารจัดการเชิงรุกดีกว่าการรับมือเชิงรับเสมอ